พระคัมภีร์.เราเชื่อว่าพระคัมภีร์ถูกบันทึกโดยมนุษย์โดยได้รับการดลบันดาลใจจากพระเจ้า
และเป็นคำสอนที่ครบถ้วนสมบูรณ์จากสวรรค์
(1)โดยพระเจ้าเป็นผู้ประพันธ์
มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ทางแห่งความรอดพ้นจากบาปแก่มนุษย์ (2)เป็นสัจจะธรรมที่ไม่มีความผิดพลาดใดๆ(3)
พระคัมภีร์ให้หลักการที่พระเจ้าจะพิพากษาเรา
(4) และดังนั้น พระคัมภีจะยืนยงคงอยู่จนกว่าโลกจะสลาย
และเป็นศูณย์กลางที่แท้จริงแห่งการรวมเป็นหนึ่งเดียวของคริสเตียน
(5)พระคัมภีร์เป็นมาตราฐานสุดยอดที่มนุษย์ควรทำตาม
และเป็นที่ๆบรรดาความคิดความเห็นควรพึ่งพิง(6)
พระเจ้า
เราเชื่อว่ามีพระเจ้าที่เที่ยงแท้ซึงทรงพระชนม์อยู่เพียงองค์เดียว
พระเจ้าเป็นพระวิญญาณมีสติปัญญาไม่มีขีดจำกัด
พระนามของพระองค์คือ
พระยะโฮวา ผู้เป็น พระผู้สร้างและผู้ครอบครองสูงสุดของสวรรค์และโลก
(7) พระเจ้ามีความบริสุทธิ์และเจิดจ้าอย่างไม่อาจสรรหาถ้อยคำบรรยายได้
(8) พระเจ้าสมควรแก่การถวายเกียรติ
ให้ความไว้วาวใจ และให้ความรัก
(9) มีความเป็นเอกภาพของพระเจ้าสามพระภาค ซึ่งมีสามพระภาค
คือ พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร
และพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ (10)
ทั้งสามพระภาคนี้ มีความสมบูรณ์เป็นพระเจ้าเท่าเทียมกันหมด
(11) ทั้งสามพระภาคนี้ บริหารงานการไถ่บาปต่างๆกันแต่สอดคล้องต้องกัน
(12)
เราเชื่อว่าพระคัมภีร์ถูกบันทึกโดยมนุษย์โดยได้รับการดลบันดาลใจจากพระเจ้า
และเป็นคำสอนที่ครบถ้วนสมบูรณ์จากสวรรค์
(1)โดยพระเจ้าเป็นผู้ประพันธ์
มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ทางแห่การล่มลงในความบาปของมนุษย์
เราเชื่อว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นให้บริสุทธิ์ตามพระบัญญัติของพระผู้ส้ราง
(13) แต่โดยการจงใจละเมิดพระบัญญัติ
มนุษย์จึงหล่นลงจากสภาพทีบริสุทธิ์และมีความสุข
(14) ผลของการกระทำนี้ทำให้มนุษย์เป็นคนบาป
(15) เพราะเลือกทำเอง ไม่ได้ถูกบังคับให้ทำบาป
(16) ดังนั้นมนุษย์จึงไม่บริสุทธิ์ตามที่บัญญัติต้องการ
และมีแนวโน้มที่จะทำชั่ว
และจึงต้องถูกปรับโทษให้ถึงพินาศชั่วนิตย์นิรันดร์
โดยไม่อาจแก้ตัวได้
(17)
(18) เราเชื่อว่าความรอดพ้นจากความบาปได้จากพระคุณของพระเจ้าล้วนๆโดยพระบุตรของพระเจ้า(19)ผู้ซึ่งเป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าแต่ผู้เดียว
(20) โดยที่พระเจ้าเป็นผู้กำหนดสื่อกลางที่ว่านี้ให้เสด็จมารับสภาพมนุษย์
แต่กระนั้นก็ปราศจากบาป
(21) ได้รับการยกชูขึ้นเพราะการเชื่อฟังบัญญัติของพระเจ้า
(22)และด้วยการวายพระชนม์เพื่อไถ่บาปมนุษย์
(23) หลังจากพระองค์เป็นขึ้นจากความตาย
พระองค์ได้เสด็จประทับบนสวรรค์
(24) และด้วยสภาพที่เป็นพระเจ้าอันประกอบด้วยความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจ
พระองค์จึงมีคุณสมบัติเป็นพระผู้ช่วยให้รอดได้ครบถ้วน
(25) การนับให้มีสถานะเป็นผู้ชอบธรรม
เราเชื่อว่าพระพรของข่าวประเสริฐอันยิ่งใหญ่ที่พระคริสต์(26)นำ
มาจากการที่ได้เชื่อในพระองค์
คือผู้เชื่อดังกล่าวถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม
(27) การถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมรวมทั้งการได้รับการอภัยบาป
และ(28) พระสัญญาชีวิตนิรันดร์บนหลักการแห่งความชอบธรรม
(29) ความชอบธรรมนี้มอบให้ไม่ใช่เพราะกรรมดีที่เราได้ก่อ
แต่ได้มาทางความเชื่อในพระโลหิตของพระผู้ไถ่แต่อย่างเดียว
(30) โดยความเชื่อนี่แหละ
พระเจ้าจึงนับว่าเราเป็นคนชอบธรรม
และ(31) ทำให้เราอยู่ในสถานะที่มีสันติสุข
และ เป็นที่โปรดปราณกับพระเจ้า
และพระพรอื่นๆที่จำเป็นตลอดกาล
(32) ความรอดพระเจ้าประทานให้ไม่อั้น
เราเชื่อว่าพระเจ้าให้โอกาศแก่ทุกคนให้ได้รับความรอดทางข่าวประเสริฐ
(33) และมันเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องรับเอาด้วยความสำนึกผิดและด้วยความเชื่อ
(34) และไม่มีอะไรในโลกที่อาจขวางกั้นคนบาปไม่ให้ได้รับความรอดพ้นจากบาป
เว้นไว้แต่ตัวเขาเองดื้รั้นจงใจจะไม่รับฟังข่าวประเสริฐ
(35) ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้เขาต้องถูกปรับโทษ
(36) พระคุณแห่งการบังเกิดใหม่
เราเชื่อว่า ในการที่คนบาปจะรอดพ้นความบาป
เขาจะต้องบังเกิดใหม่
(37) การบังเกิดใหม่นี้ทำให้จิตใจคิดไปในทางดี
บริสุทธิ์(38) และมันยังให้มีผลเหนือความเข้าใจโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ประสานกับสัจจะธรรมของพระเจ้า
(39)เพื่อให้เรามีความปราถนาเชื่อฟังข่าวประเสริฐ
(40)
(41) การกลับใจและความเชื่อ
เราเชื่อว่าการกลับใจและความเชื่อเป็นหน้าที่ๆศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งแยกกันไม่ได้ เกิดขึ้นในวิญญาณจิตโดยฤทธฺเดชการทำให้บังเกิดใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์
(42) ด้วยการทำให้สำนึกผิด
สำนึกถึงภัย สำนึกถึงสภาพที่ช่วยตนเองมิได้
และนึกถึงหนทางแห่งความรอดทางพระคริสต์
(43)เราหันหาพระเจ้าด้วยความเสียใจที่ทำบาปโดยไม่เสแสร้ง
ทูลขอพระเมตตา (44)ขณะเดียวกันก็ยินดีต้อนรับพระคริสต์ให้เป็นผู้สอนพระวจนะ
เป็นปุโรหิต และเป็นกระษัตร์
โดยเราต้องพึ่งพาพระองค์แต่ผูเดียวให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด
(45)
พระประสงค์แห่งพระคุณของพระเจ้า
เราเชื่อว่าการเลือกสรรค์เป็นวัตถุประสงค์นิรันดร์ของพระเจ้า
ตามนัยนี้ พระองค์ทำให้บังเกิดใหม่
ชำระให้บริสุทธิ์ และให้คนบาปรอดพ้นความบาป
(46) ซึ่งสอดคล้องอย่างสมบูรณกับการที่มนุษย์มีอิสระที่จะตัดสินใจเลือก
มันรวมทุกทางที่เกี่ยวกับบั้นปลาย
(47) มันเป็นการสำแดงอย่างเจิดจ้าที่สุดของความดีแห่งการใช้อำนาจสูงสุดในการครอบครอง
โดยมีสติปัญญาอย่างไม่มีขีดจำกัด
บริสุทธิ์ และ ไม่เปลี่ยนแปลง
(48)มนุษย์ไม่อาจโอ้อวดว่าได้มาโดยลำแข้งตนเองได้
แต่มันน่าจะทำให้มนุษย์ถ่อมใจลง
ทำให้มีความรัก สรรเสริญ
อฐิษฐาน วางใจพระเจ้า
และเอาพระเมตตาของพระองค์เป็นแบบอย่าง (49)มันหนุนใจให้ใช้วิธีการเต็มที่
(50ซึงผลของมันจะเป็นพยานได้ในชีวิตของผู้เชื่อข่าวประเสริฐ
(51) มันเป็นรากฐานแห่งความมั่นใจของคริสเตียน
(52); และให้ความมั่นใจในแง่ความต้องการของตน
และสมควรแก่การให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง (53).
การชำระให้บริสุทธิ์.
เราเชื่อว่า พระเจ้าต้องการให้เราบริสุทธิ์เป็นเหมือนพระองค์(54)
และมันเป็นกระบวนการต่อเนื่องไปตลอดชีวิต(55); ซึ่งเริ่มที่การบังเกิดใหม่
และกระบวนการนี้ดำเนินต่อไปในจิตใจของผู้เชื่อพระเจ้า
ด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในใจของผู้เชื่อ,
พระวิญญาณฯนี้เป็นผู้ประทับตราและผู้ประโลมใจด้วยวิธีต่อเนื่องที่ถูกกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพระวจนะของพระเจ้า,
การตรวจสอบตนเอง, การปฏิเสธตนเอง,
การเฝ้าสังเกตุ, และการอฐิษฐาน(57).
เกี่ยวกับความยืนยงของธรรมมิกชน.
เราเชื่อว่าผู้เชื่อที่แท้จริงเท่านั้นจะยืนหยัดถึงที่สุด(58);
และการยืนหยัดติดสนิทกับพระคริสต์เป็นตัวชี้บ่งความแตกต่างระหว่างผู้เชื่อที่แท้จริงกับผู้เชื่อกำมะลอ(59); พระเจ้าจะประทานการดูแลรักษาผู้เชื่อที่แท้จริงเป็นพิเศษ
(60); และพวกเขาถูกรักษาไว้โดยฤทธิ์เดชของพระเจ้าจนถึงความรอดขั้นสุดท้าย(61).
เกียวกับการสอดคล้องต้องกันของบัญญัติของพระเจ้าและข่าวประเสริฐ.
เราเชื่อว่าบัญญัติของพระเจ้าเป็นกฏปกครองจริยธรรมที่คงนิรันดร์และไม่เปลี่ยนแปลง(62);
เป็นกฏยุติธรรม บริสุทธิ์
และดี(63); และพระคัมภีร์สอนว่าการที่มนุษย์ไม่อาจทำตามบัญญัตินั้นได้เพราะมนุษย์รักทำบาป(64); และการปลดปล่อยมนุษย์จากสภาพเช่นนี้
และให้เขาคืนกลับสภาพเดิม เป็นเป้าหมายใหญ่ของข่าวที่เกี่ยวข้องกับการสถาปนาคริสตจักร(65)
เกี่ยวกับคริสตจักร.
เราเชื่อว่าคริสตจักรเป็นชุมชนของผู้เชื่อที่ผ่านศิลบัพติสมา,(66)
ซึ่งสัมพันธ์กันโดยพันธสัญญาแห่งความเชือและสามัคคีธรรมแห่งข่าวประเสริฐ(67);
รักษาธรรมเนียมที่พระคริสต์สั่ง(68);
อยู่ไต้บทบัญญัติ(69), และใช้ของประทานและสิทธิ, ที่มีตามพระวจนะ
(70); กล่าวคือ ผู้ปกครอง
มัคคนายก ศิษยาภิบาลต้องมีคุณสมบัติตามพระคัมภีร์สอน (71),
คุณสมบัติเหล่านี้มีกล่าวไว้ในพระธรรมเอเฟซัส
ทิโมธี และทิตัส
เกี่ยวกับพิธีศิลบัพติศมาและพิธิศิลมหาสนิท. เราเชื่อว่าพิธีศิลบัพติศมาคือการจุ่มผู้เชื่อพระเจ้าในน้ำ
(72), ในพระนาม พระเจ้าพระบิดา
พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์(73);
เพื่อแสดงภาพพจน์ที่งดงามและศักสิทธิ์แห่งความเชื่อของในการถูกตรึงบนกางเขน
ถูกฝัง และเป็นขึ้นจากความตายของพระผู้ช่วยให้รอด ยังผลให้เราตายต่อบาป
และ มีชีวิตใหม่(74); และพิธีศิลบัพติศมา
ผู้ที่จะร่วมพิธีได้ต้องมีความสัมพันธ์กับคริสตจักร;
และสำหรับพิธีศิลมหาสนิท(75), ซึ่งเป็นพิธีที่สมาชิกคริสตจักรร่วมฉลองการวายพระชนม์ของพระคริสต์ด้วยการรับประทานขนมปังและดื่มน้ำองุ่น
(76); ซึ่งก่อนเริ่มพิธีนี้ต้องมีการสำรวจตนเอง
(77).
เกี่ยวกับวันสะบาโต. เราเชื่อว่าวันแรกของสัปดาห์เป็นวันของพระผู้เป็นเจ้า
หรือคริสเตียนสะบาโต(78); และต้องคงรักษาไว้ให้ศักดิ์สิทธิ์เพื่อศาสนกิจ
(79), โดยละเว้นจากงานฝ่ายโลกและสิ่งที่เป็นบาป(80); และหันมาอุทิศตนเฉลิมฉลองทั้งเป็การส่วนตัว(81)
และสาธารณะ (82); และตระเตรียมส่วนที่เหลือเพื่อคนของพระเจ้า
(83).
เกี่ยวกับรัฐบาลพลเรือน.
เราเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สถาปนารัฐบาลเพื่อสงบสุขและอยู่ดีกินดีของสังคม(84);
และควรอฐฺษฐานเผื่อผู้นำรัฐบาล
ให้เกียรติ และเชื่อฟัง(85);
เว้นแต่ในกรณีที่ขัดกับน้ำพระทัยของพระเยซูคริสต(86)
ผู้ซึ่งเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งมโนธรรมและกระษัตริย์เหนือบรรดากระษัตริย์บนโลก(87).
เกี่ยวกับคนชอบธรรมและคนอธรรม. เราเชื่อว่ามีความแตกต่างที่เป็นแก่นแท้อย่างชัดเจนระหว่างคนชอบธรรมและคนอธรรม
(88); และโดยความเชื่อในพระนามพระเยซูเท่านั้น
เราจึงถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระองค์,
ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์โดยพระวิญญาณของพระเจ้า
(89); ส่วนบรรดาผู้ที่ยังไม่สำนึกผิดและไม่ยอมเชื่อฟังเป็นคนอธรรม,
และตกอยู่ไต้คำสาปแช่ง(90); ความแตกต่างนี้ใช้ได้กับทั้งคนตายและหลังตาย
(91).
เกี่ยวกับโลกใหม่
เราเชื่อว่าวาระสุดท้ายของโลกกำลังจะมาถึง(92); ในวันสุดท้าย
พระคริสต์จะเสด็จลงมาจากสวรรค์ (93), และปลุกคนตายให้ฟื้นขึ้นเพื่อรับสิ่งที่เขาเคยทำไว้
(94); จะมีการแยกแยะเกิดขึ้น(95);
คนอธรรมจะถูกลงโทษชั่วนิตย์นิรันดร์,
และคนชอบธรรมจะได้รับความยินดีชั่วนิรันดร์(96);
และการพิพากษานี้จะกำหนดสภาวะสุดท้ายของมนุษย์ทั้งบนสวรรค์และในนรก,
บนหลักแห่งความชอบธรรม