หลายคนเมื่อถูกถามว่า
จะทำอย่างไรจึงจะเป็นคริสตเตียน
คำตอบที่ได้บางครั้งจะเป็นเช่นนี้
:" คุณต้องยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า
คุณต้องยอมรับว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาอีก
คุณต้องยอมรับว่ามีสวรรค์และนรก
คุณต้องไปโบสถ์ อ่านพระคัมภีร์
และอฐิษฐาน คุณต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต" ถ้าคุณเป็นคริสเตียน
คุณควรทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
แต่อย่างไรก็ตาม
คุณอาจทำสิ่งเหล่านี้
แต่ยังคงไม่เป็นคริสเตียนอยู่นั้นเอง
เปาโลได้ตั้งคำถามไว้ใน
2 โครินธ์ 13 : 5 " ท่านจงพิจารณาดูตัวของท่านว่า
ท่านตั้งอยู่ในความเชื่อหรือไม่
จงชันสูตรตัวของท่านเองเถิด
ท่านไม่สำนึกหรือว่า
พระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลายนอกจากท่านจะแพ้การชันสูตร
"
ก่อนที่ผู้เขียนบทความนี้จะเชื่อพระเจ้า
เขาทำการอฐิษฐาน แต่ไม่ทุกวัน
เฉพาะในยามวิกฤติ พระเยซูคริสต์เป็นหนทางเลือกของเขา
แต่กระนั้นเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพระองค์เลย
เมื่อยู่หน้าสิ่วหน้าขวาน
คนเรามักจะเรียกพระเจ้า
เป็นต้นว่า " พระเจ้าช่วยลูกด้วย
" แต่นั้นไม่ได้ทำให้เขาเป็นคริสเตียน
พระเยซูได้ตรัสว่า "
ประชาชนนี้ให้เกียรติเราแต่ปาก
ใจของเขาห่างใกลจากเรา
" ( มัทธิว 15 : 8)
เราอาจเคร่งครัดในการศาสนา
อฐิษฐานด้วยความร้อนรน
และสม่ำเสมอ เราอาจใช้เวลากับพวกคริสเตียน
เชื่อพระเจ้า และแม้กระทั่งศึกษาพระคัมภีร์
และไปโบสถ์ แต่ยังคงไม่ได้ไปสวรรค์อยู่นั้นเอง
ยูดาส์ ผู้เป็นสาวกคนหนึ่งของพระเยซู
เคยเป็นพยานให้พระเยซู
ในระหว่างที่พระองค์กำลังสอนฝูงชน
รักษาคนป่วย และปลุกคนตาย
แต่กระนั้น ยูดาส์ก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนทรยศพระเยซู
เป็นโขมย และเป็นปีศาจ
(มัทธิว 26 : 46 ; ดู ยอห์น 12:6 ; 6: 70-71ประกอบ)
จริงอยู่ ความเชื่อถ้าไม่มีการประพฤติตามก็ไร้ผล
การประพฤติตามโดยไม่มีความเชื่อก็ไร้ผลเช่นกัน
(ยากอบ 2 : 17)
เปาโลได้อธิบายถึงความหมายของการเป็นคริสเตียน
เขาได้กล่าวซ้ำถ้อยคำที่พระเยซูตรัสกับเขาบนถนนไปสู่ดามัสกัส
" เราจะช่วยเจ้าให้พ้นจากชนชาตินี้
และจากคนต่างชาติที่เราจะใช้เจ้าไปหานั้น
เพื่อจะให้เจ้าเบิกตาเขา
เพื่อเขาจะกลับจากความมืดมาถึงความส่วาง
และจากอำนาจของซาตานมาถึงพระเจ้า
เพื่อเขาจะได้รับการยกโทษความบาปผิดของเขา
และให้ได้รับที่ซึ่งจะได้ด้วยกันกับคนทั้งหลาย
ซึ่งถูกชำระให้เป็นผู้ชอบธรรมแล้วโดยความเชื่อในเรา
" ( กจ. 26 : 17-18)
ขั้นตอนการเป็นคริสเตียน
ถ้าคุณเป็นคริสเตียน
คุณควรทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
แต่อย่างไรก็ตาม
คุณอาจทำสิ่งเหล่านี้
แต่ยังคงไม่เป็นคริสเตียนอยู่นั้นเอง
เปาโลได้ตั้งคำถามไว้ใน
2 โครินธ์ 13 : 5 " ท่านจงพิจารณาดูตัวของท่านว่า
ท่านตั้งอยู่ในความเชื่อหรือไม่
จงชันสูตรตัวของท่านเองเถิด
ท่านไม่สำนึกหรือว่า
พระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลายนอกจากท่านจะแพ้การชันสูตร
"
ก่อนที่ผู้เขียนบทความนี้จะเชื่อพระเจ้า
เขาทำการอฐิษฐาน แต่ไม่ทุกวัน
เฉพาะในยามวิกฤติ พระเยซูคริสต์เป็นหนทางเลือกของเขา
แต่กระนั้นเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพระองค์เลย
เมื่อยู่หน้าสิ่วหน้าขวาน
คนเรามักจะเรียกพระเจ้า
เป็นต้นว่า " พระเจ้าช่วยลูกด้วย
" แต่นั้นไม่ได้ทำให้เขาเป็นคริสเตียน
พระเยซูได้ตรัสว่า "
ประชาชนนี้ให้เกียรติเราแต่ปาก
ใจของเขาห่างใกลจากเรา
" ( มัทธิว 15 : 8)
เราอาจเคร่งครัดในการศาสนา
อฐิษฐานด้วยความร้อนรน
และสม่ำเสมอ เราอาจใช้เวลากับพวกคริสเตียน
เชื่อพระเจ้า และแม้กระทั่งศึกษาพระคัมภีร์
และไปโบสถ์ แต่ยังคงไม่ได้ไปสวรรค์อยู่นั้นเอง
ยูดาส์ ผู้เป็นสาวกคนหนึ่งของพระเยซู
เคยเป็นพยานให้พระเยซู
ในระหว่างที่พระองค์กำลังสอนฝูงชน
รักษาคนป่วย และปลุกคนตาย
แต่กระนั้น ยูดาส์ก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนทรยศพระเยซู
เป็นโขมย และเป็นปีศาจ
(มัทธิว 26 : 46 ; ดู ยอห์น 12:6 ; 6: 70-71ประกอบ)
จริงอยู่ ความเชื่อถ้าไม่มีการประพฤติตามก็ไร้ผล
การประพฤติตามโดยไม่มีความเชื่อก็ไร้ผลเช่นกัน
(ยากอบ 2 : 17)
เปาโลได้อธิบายถึงความหมายของการเป็นคริสเตียน
เขาได้กล่าวซ้ำถ้อยคำที่พระเยซูตรัสกับเขาบนถนนไปสู่ดามัสกัส
" เราจะช่วยเจ้าให้พ้นจากชนชาตินี้
และจากคนต่างชาติที่เราจะใช้เจ้าไปหานั้น
เพื่อจะให้เจ้าเบิกตาเขา
เพื่อเขาจะกลับจากความมืดมาถึงความส่วาง
และจากอำนาจของซาตานมาถึงพระเจ้า
เพื่อเขาจะได้รับการยกโทษความบาปผิดของเขา
และให้ได้รับที่ซึ่งจะได้ด้วยกันกับคนทั้งหลาย
ซึ่งถูกชำระให้เป็นผู้ชอบธรรมแล้วโดยความเชื่อในเรา
" ( กจ. 26 : 17-18)
ขั้นตอนการเป็นคริสเตียน
ขั้นตอนการเป็นคริสเตียน
เปาโลได้กล่าวถึงขั้นตอน
3 ขั้นก่อนที่จะมาเป็นคริสเตียน
และผล 2 ประการที่ติดตามมา
ตาของเราจำเป็นต้องถูกเปิดออก
ผู้ที่ยังไม่ได้มอบชีวิตให้กับพระเยซู
ตาบอดฝ่ายวิญญาณ เปาโลได้อธิบายว่า
" แต่ถ้ามีม่านบังข่าวประเสริฐของเราไว้จากใคร
ก็จากคนเหล่านั้นที่กำลังจะพินาศ
ส่วนคนที่ไม่เชื่อนั้น
พระของยุคนี้ได้ทำให้ใจของเขามืดไป
เพื่อไม่ให้เขาได้เห็นความสว่างของข่าวประเสริฐเรื่องพระสิริของพระคริสต์ผู้เป็นพระฉายของพระเจ้า
(2 โครินธ์ 4 : 3-4) บาปปิดบังคนไม่ให้เห็นสัจจะธรรม
และพระวิญญาณของพระเจ้าเท่านั้นสามารถเปิดตาเขาให้เห็นความจำเป็นต้องรับพระคริสต์ไว้ในชีวิต
ผู้เขียนบทความนี้เล่าว่า
ครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา
เขาได้ฟังข่าวประเสริฐ
และได้อ่านไบปลิวที่ได้รับแจก
แต่เอกสารเหล่านั้น
สำหรับเขาแล้ว มันไม่มีสาระอะไรเลย
แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง
ตาของเขาถูกเปิดออก
เขาเกิดเพ่งความสนใจในเรื่องเหล่านี้
เขาจึงตระหนักว่าเขาเป็นคนบาป
และถูกตัดขาดจากพระเจ้า
และตระหนักว่าพระเยซูคริสต์ได้วายพระชนม์เพื่อความผิดบาปของเขา
และพระองค์ต้องการอภัยให้เขา
และเข้ามาในชีวิตของเขา
เราจำต้องหันจากความมืดเข้าสู่ความสว่าง
ทันทีตาของเราเปิดออก
เราต้องปฏิบัติตามที่เรารู้
เราจำต้องวางความเชื่อในพระเยซูคริสต์
เราต้องหันหลังให้กับวิถีชีวิตเดิมๆ
: " เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด
แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า
จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง
(อฟส.5 : 8)
บางคนดำเนินชีวิตใน
2 โลก วันอาทิตย์เขาเดินในความสว่าง
แต่วันที่เหลือดำเนินชีวิตในความมืด
แต่พระคัมภีร์สอนว่าเราจะทำอย่างนี้ไม่ได้
ถ้าเราเป็นคริสเตียนเราต้องปฏิเสธ
ความสัมพันธ์ กิจกรรม
และนิสสัยที่ทำให้เราห่างจากพระคริสต์
เราจำต้องหันจากความมืดเข้าสู่ความสว่าง
ทันทีตาของเราเปิดออก
เราต้องปฏิบัติตามที่เรารู้
เราจำต้องวางความเชื่อในพระเยซูคริสต์
เราต้องหันหลังให้กับวิถีชีวิตเดิมๆ
: " เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด
แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า
จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง
(อฟส.5 : 8)
บางคนดำเนินชีวิตใน
2 โลก วันอาทิตย์เขาเดินในความสว่าง
แต่วันที่เหลือดำเนินชีวิตในความมืด
แต่พระคัมภีร์สอนว่าเราจะทำอย่างนี้ไม่ได้
ถ้าเราเป็นคริสเตียนเราต้องปฏิเสธ
ความสัมพันธ์ กิจกรรม
และนิสสัยที่ทำให้เราห่างจากพระคริสต์
- เราต้องหันเหจากซาตานมาหาพระเจ้า
เมื่อตาฝ่ายวิญญาณถูกเปิดออก
และเราเห็นความจำเป็นที่ต้องมาหาพระคริสต์
เราต้องยอมถวายชีวิตทั้งหมดให้กับพระองค์
ในอดีต เปาโล มีชื่อในด้านความร้ายกาจ
แต่ในที่สุดเขากลายเป็นอัครฑูตเปาโล
ในบั้นปลายชีวิตของเขา
ไม่มีใครนึกึถงความร้ายกาจ
และหวั่นเกรงเขาอีกต่อไป
แต่กลับหันมารักและเคารพเขา
ซึ่งยอมอุทิศชีวิตเพื่องานของพระคริสต์
ผลของการเป็นคริสเตียน
เปาโลกล่าวถึงผลอันนี้
2 ประการ : - เราได้รับการอภัยบาป
พระเจ้ายกโทษให้เรา
ก่อนที่เราจะมีปรพการณ์กับการอภัยบาปนี้
เราเคยพยายามลบความรู้สึกผิดด้วยการยุ่งอยู่กับกิจกรรมต่างๆ
หรือกลบเกลื่อนมันด้วยการหันเข้าหาเหล้า
ยาเสพย์ติด แต่มันก็บรรเทาได้แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
หนทางเดียวที่จะลบล้างความผิดคือการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระคริสต์
" เหตุฉนั้นพี่น้องทั้งหลาย
จงเข้าใจเถิดว่า โดยพระองค์นั้นแหละจึงได้ประกาศการยกความผิดแก่ท่านทั้งหลาย
และโดยพระองค์นั้น ทุกคนที่เชื่อจะพ้นโทษได้ทุกอย่าง
ซึ่งจะพ้นไม่ได้โดยธรรมบัญญัติของโมเสส
- เราได้รับมรดกที่คงนิรันดร์กาล
ไม่เพียงแต่พระเจ้ายกโทษความผิดบาปแก่เราเมื่อเราเชิญพระองค์เข้ามาในชีวิต
แต่เมื่อเราตาย เราจะได้ไปสวรรค์
( กจ. 13 : 38 - 39)
- เราได้รับการอภัยบาป
พระเจ้ายกโทษให้เรา
ก่อนที่เราจะมีปรพการณ์กับการอภัยบาปนี้
เราเคยพยายามลบความรู้สึกผิดด้วยการยุ่งอยู่กับกิจกรรมต่างๆ
หรือกลบเกลื่อนมันด้วยการหันเข้าหาเหล้า
ยาเสพย์ติด แต่มันก็บรรเทาได้แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
หนทางเดียวที่จะลบล้างความผิดคือการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระคริสต์
" เหตุฉนั้นพี่น้องทั้งหลาย
จงเข้าใจเถิดว่า โดยพระองค์นั้นแหละจึงได้ประกาศการยกความผิดแก่ท่านทั้งหลาย
และโดยพระองค์นั้น ทุกคนที่เชื่อจะพ้นโทษได้ทุกอย่าง
ซึ่งจะพ้นไม่ได้โดยธรรมบัญญัติของโมเสส
- เราได้รับมรดกที่คงนิรันดร์กาล
ไม่เพียงแต่พระเจ้ายกโทษความผิดบาปแก่เราเมื่อเราเชิญพระองค์เข้ามาในชีวิต
แต่เมื่อเราตาย เราจะได้ไปสวรรค์
( กจ. 13 : 38 - 39)
คุณละครับ
ตาของคุณได้เปิดออกจนคุณเห็นความจำเป็นที่ต้องรับพระคริสต์เข้ามาในชีวิตบ้างหรือยัง
? คุณยอมให้พระเจ้าอภัยบาปให้คุณ
และเปลี่ยนชีวิตคุณหรือยัง
? การพูดแต่ในสิ่งที่ดี
หรือเป็นลูกหลานคริสเตียนไม่ได้ช่วยให้คุณรอดพ้นความผิดบาป
ถ้าคุณต้องการรู้จักพระเจ้าเป็นการส่วนตัว
คุณจะต้องมีความสัมพันธ์กับพระเยซู
ถ้าคุณทำเช่นนั้น แผนการณ์ของพระเจ้าสำหรับคุณจะค่อยๆเผยออก
"ขอพระเจ้าแห่งสันติสุข
ผู้ทรงบันดาลให้พระเยซูเจ้าของเราเป็นขึ้นมาจากความตาย
คือผู้ทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะดีเลิศ
โดยโลหิตแห่งพันธสัญญานิรันดร์นั้น
ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีทุกสิ่งที่ดี
เพื่อจะได้ปฏิบัติตามพระทัยพระองค์
และทรงทำงานในท่านทั้งหลาย
ให้เกิดผลเป็นที่ชอบในสายพระเนตรของพระองค์
โดยพระเยซูคริสต์ ขอพระสิริจงมีแด่พระองค์