NEW-SAWADEE-LOGO.jpg

FAQ's

Home | Easter Story | Latest News | Disciple's Diary | Christmas Story | Basics of Christianity | Roman Road | Why Thais Want to Know Jesus | Favorite Verses | Christian Songs | Genesis Chapter 1 | Worship Services | Calendar of Events/ | Directions | Our History | Meet the Staff | Valuable Links | Thai John 3:16 | contact us | FAQ's | Site Map | Staff only

Frequently Asked Questions
คำถามที่ตั้งกันมาบ่อยๆ
เพื่อความสะดวก เนื่องจากเหตุผลทางเทคนิคท่านอาจส่งคำถามมาที่ pisonh@yahoo.com
 

Question:
 
คำถาม :
คำถามแรก
สวัสดีครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้า และตอนนี้ผมมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง ผมมีความรัก เราทั้งคู่รักกัน แต่มันเป็นไปไม่ได้ ผมร้องไห้กับเขา และวันศุกร์นี้อาจจะป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้ร้องไห้ด้วยกัน ผมอยากจะทำอะไรสักอย่าง ผมอยากจำลองพิธีแต่งงานขึ้นมาเอง ผมไม่แน่ใจว่ามันผิดกับพิธีปฏิบัติของศาสนารึเปล่า แต่ผมแค่อยากทำเป็นครั้งสุดท้าย ผมอยากรู้พิธีการของงานแต่งงาน จะพูดอะไรบ้าง เอาแบบง่ายๆก็ได้ครับ ผมแค่อยากมีความทรงจำดีๆสุดท้าย...แค่เท่านั้นเอง
     ผมเชื่อในพระเจ้า ผมรู้พระเจ้าทรงรัก และอวยพรผม ไม่ใช่แค่วันนี้ แต่ในทุกๆวัน ผมเชื่อพระเจ้า พระองค์ทรงวางทุกอย่างไว้ให้ผมแล้ว ไม่ว่าเมลนี้จะตอบมาทันวันสุดท้ายของเราหรือไม่ก็ตาม ผมก็ยังเชื่อพระเจ้า พระเจ้าทรงอวยพระพร...ขอให้พระเจ้าอวยพรทุกคน
วันพฤหัสบดี ตอนกลางคืนผมจะมาเช็คเมล ขอบคุณล่วงหน้านะครับ
 
คำถามที่สอง
สวัสดีครับ
        ผมมีความเลื่อมใสและศรัทธาในคำสอนพระเจ้าและเห็นว่าพระเจ้าช่วยผมได้
และตลอดเวลาที่ผมเริ่มรู้จักกับศาสนาคริสต์ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ จนบัดนี้ ผมอายุได้ 31ปีแล้ว
แต่ผมยังไม่เข้าร่วมในพิธีในโบสถ์เลยเพราะทำงานด้านบริการมาตลอดไม่สามารถจะหยุดวันอาทิตย์ได้เลย
ทำให้ผมมีความกังวลใจมาตลอดว่าพระเจ้าจะยอมรับผมหรือไม่และคนอื่นๆในศาสนาคริสต์จะยอมรับผมหรือไม่
แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาผมเชื่อในพระเจ้าตลอดและผมก็รู้สึกว่าพระเจ้าได้ช่วยผมให้สู้ตลอดยามมีปัญหาเช่นกัน
ช่วยแนะนำผมด้วยครับว่าต้องทำอย่างไรผมจึงจะเป็นคริสต์จริงๆที่ผู้คนยอมรับ

ขอบคุณที่อ่านครับ
 
คำถามที่สาม
สวัสดีค่ะ หนูเป็นคริสเตียนใหม่ หนูเชื่อพระเจ้าและยอมรับพระเยซูตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ ได้เริ่มมาโบสถ์ปีนี้เอง (ตอนนี้อายุ 17 ปีแล้วค่ะ)
หนูเป็นเด็กที่มีครอบครัวที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน และเค้าก็ทำตัวไม่น่ารักกับหนูซักเท่าไหร่
และหลายครั้งตัวหนูเองก็ทำตัวไม่น่ารักกับเขาเหมือนกัน
ด้วยการพูดแรง (แรงมากๆ) เป็นการโต้เถียงกัน หนูรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้าเลย
หลายครั้งที่หนูอธิษฐานขอโทษพระเจ้า ขอให้พระเจ้ายกโทษบาป และช่วยหนูไม่ให้ทำบาปอีก
หลายครั้งที่พระเจ้าตอบว่า "เรายกโทษแล้ว เจ้าจงไปเป็นสุขเถิด"
แต่บางครั้งหนูก็ยังไม่สบายใจลึกๆ เพราะหนูทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก หนูไม่สามารถหยุดทำบาปได้เลย
หนูกลัวว่าพระเจ้าจะปล่อยมือหนูในสักวัน หนูอยากเปลี่ยนตัวเองแต่ทำไม่ได้

แล้วอีกอย่างเรื่องสำคัญ หนูเป็นคนรักใครไม่เป็น
แม้แต่คนในครอบครัว พ่อแม่ ปู่ย่า คนที่อยู่รอบๆตัว
เวลาไปโบสถ์หนูพยายามปิดบังตัวเองจากคนอื่น หนูไม่อยากมีเพื่อน
บางครั้งไม่อยากให้ใครมาสนใจ อยากหลบตัวเองอยู่ในมุมมืดๆ ทำอะไรเงียบๆ
ไม่มีใครเข้าใจหนู บางครั้งหนูไม่อยากมีพี่เลี้ยง ไม่อยากให้ใครรู้เรื่องของหนู
หนูรู้ว่าทุกคนรักหนูมาก แต่หนูไม่อยากให้ทุกคนมารักหนู เพราะหนูรักใครไม่เป็น
แต่พระเจ้าสอนว่า ให้รักด้วยหัวใจที่กว้างขวาง
นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่หนูทำไม่ได้
บางครั้งความรู้สึกรักก็มี พอมันมีซักเล็กน้อย เดี๋ยวมันก็จะมีความรู้สึกสับสน ข้องใจมาแทรก
จนบางครั้งถึงหนูรู้สึกคิดจะรักใคร หนูก็จะมีความรู้สึกอีกอย่างว่า หนูจะรักเค้าด้วยความจริงใจได้มั้ย



ตอนนี้หนูคงโดนมารซาตานทดลองอยู่ ถ้าเปรียบเป็นการชกมวย หนูโดนซาตานต่อยไปหลายหมัดจนมึนไปหมดแล้ว

หนูอยากได้คำแนะนำหน่อยค่ะ หนูควรจะทำยังไงดีคะ
บางครั้งหนูอายพระเจ้ามาก จนอยากจะหนีจากพระองค์เลย
เพราะหนูรักใครไม่ได้
 
คำถามที่ 4
 
สวัสดีครับ
  อยากทราบครับ 1
ประวัติศาสนาคริสต์ ในประเทศไทย
                       2.
ศาสนาคริสต์ในประเสไทยมีกี่นิกาย
                      
  
  เป็น 2 ภาษาครับ
ทั้งอังกฤษ และภาษาไทย
 
อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ครับ
  
  Peter
คำถามที่ 5
ตอนนี้หนูกำลังสับสนกับเรื่องพระเจ้ามากๆ
 หนูยอมรับว่าหนูใช้เวลากับพระเจ้าน้อยมาก
 หนูไม่ค่อยได้อ่านพระคัมภีร์และอธิษฐานกับพระเจ้า
 ส่วนใหญ่หนูจะเข้าหาพระเจ้าเฉพาะในช่วงที่หนูมีปัญหา
 ถ้ามีความสุขก็ลืมพระเจ้าไม่คุยกับพระเจ้าแต่หนูจะขอบคุณพระเจ้าเสมอนะคะ
 ที่หนูมีความสุข
 แต่หนูก็ไปโบสถ์เป็นประจำนะคะ
 เพราะว่าการได้ไปโบสถ์ทำให้หนูได้รับการ
 ฟื้นฟู
 และได้รับพระวจนะ
 ถึงแม้ว่าหนูจะไม่สามารถทำตามพระวจนะนั้นได้ทั้งหมด
 
 แต่ปัญหาของหนูเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ค่ะ
 เมื่อหนูได้รู้เรื่องไม่ดีเกี่ยวกับศิษยาภิบาลหนู
 (มันเป็นเรื่องที่ไม่ดี
 มากๆ
 หนูไม่ขอเล่านะคะ )
 จากคนที่หนูคิดว่าเขาไว้ใจได้และเคารพมากคนหนึ่ง
 และเป็นคนที่หนูคิดว่าไม่น่าจะปั้นน้ำเป็นตัวได้
 หนูคุยกับเพื่อนที่สนิทของหนูที่โบสถ์
 เขาไม่เชื่อเรื่องนี้
 และบอกว่าเราไม่ควรจะพูดเรื่องนี้
 ให้เราอธิษฐานเราก็จะรู้ว่าใครเป็น
 อย่างไร
 พระเจ้าจะบอกเรา
 และถึงถ้าเขาเป็นอย่างนั้นจริงพระเจ้าก็จะเป็นผู้ตัดสิน
 และเรื่องถูกอย่างก็จะถูกเปิดเผยขึ้นมา
 
 แต่ตอนนี้หนูเชื่อไปแล้วหนูไม่สามารถนั่งฟันคำเทศนาจากศิษยาภิบาลคนนี้ได้
 อีกแล้ว
   หนูควรทำอย่างไรดีค่ะ
 หนูควรจะไปหาโบสถ์ใหม่หรือเปล่าค่ะ
 และถ้าเรื่องทั้งหมดที่เขาเล่ามาไม่เป็นความจริง
 หนูก็ต้องรู้แย่มากๆ
 กับคนที่หนูเคารพสิค่ะ
 
 ช่วยหนูด้วยนะคะ
 หนูร้องไห้ทุกครั้งที่คิดเรื่องนี้
 ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงมันก็แย่ต่อหนูทั้งนั้น
 
 จนบางครั้งหนูก็คิดว่าคริสเตียนต่างจากคนทั่วไปยังงัย
 ไม่เห็นต่างเลย
 แล้วหนูจะเป็นคริสเตียนทำไม?
 จะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อก็ไม่เห็นต่างกัน
 
 หนูจะเขื่อพระเจ้าทำไม
 
 ช่วยหนูด้วยนะคะ
 ขอบคุณค่ะ
 
 ป.ล. หนูเชื่อพระเจ้ามา 3
 ปีกว่าๆ คะ
 
คำถามที่หก
สวัสดีครับ คุณ สตีฟ,

  ผมเป็นพุทธศาสนิกชนมาได้ 28 ปีแล้ว แต่ผมเห็นว่าผมขาดอะไรบางอย่างในชีวิต

ผมกำลังหลอกตเอง.
  1. ผมขอการอัศ์จรรย์จากพระเจ้าเพื่อช่วยให้ผมตัดสินใจบางอย่างcan ผมไม่อาจบังคับตนเองได้  ผมได้อ่านใบปลิว ที่แนะให้อุทิศตนเองใหม่เพื่อพระคริสต์I read

   ผมอาจสับสนอะไรไปบ้าง.

โปรดตอบกลับด้วย ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อที่ 08-9485-3697. ถ้าคุณสตีฟไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร 

ขอบคุณครับ/

คำถามที่ 7 

 มีคำพูดที่ว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนดชะตาของเรา แล้วที่การจะเลือกทางเดินของตนเองนั้น คนเราสามารถทำได้หรือปล่าว
 การที่คนจะคิดเป็นคนดีหรือคนชั่วนั้นพระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนดหรือปล่าว ตรงนี้ละ ที่ไม่เข้าใจพระองค์เลย ช่วยฝากถามหลวงพ่อให้หน่อยนะ
 เพราะผมยังไม่มีโอกาสที่จะเข้าโบสถ์เลย ขอให้ช่วยอธิบายให้กระจ่างหน่อยครับเพราะเป็นครึ่งคริส-พุทธไปแล้ว แล้วเมลกับด้วยนะครับ
Answer:
 
คำตอบ :
คำตอบสำหรับจดหมายแรก  
 
สิ่งดีสิ่งหนึ่งที่พระเยซูสอนเราไว้คือ เราไม่ต้องถูกมัดติดกับกฏเกนฑ์หยุมหยิมที่มนุษย์สร้างขึ้น  แต่แน่นอนละ เราต้องเชื่อฟังกฏหมายบ้านเมือง และในพระคัมภีร์มีแนวทางมากมายสำหรับให้เราดำเนินชีวิต ตัวอย่างเช่น
บั­ัญญัติสิบประการ
แต่กฏบัญญ­­ัติเหล่านี้ไม่อาจช่วยให้เรารอดพ้นความบาปได้  ทางเดียวที่เราจะรอดพ้นความบาปได้คือรักและวางใจพระคิริสต์
นี่จึงหมายความว่า ในระบบของคริสเตียน ไม่มีกฏหรือบัญญ­­ัติการแต่งงาน  แต่หญิงและชายต้องผูกพันธ์กันตามสายพระเนตรของพระเจ้า และทั้งคู่สมรสต้องรักพระเจ้าเป็นอันดับแรกก่อน รองลงมาคือรักกันและกัน  มีหลายคนแต่งงานกันตามกฏเกนฑ์ที่มนุษย์วางไว้ แต่หาได้รู้จักพระเจ้าและพระเยซูไม่ ทางที่ดีที่สุดคือ คือแต่งงานให้เป็นไปตามสายพระเนตรของพระเจ้า และตามกฏเกนฑ์  แต่ที่สำคั­ที่สุดคือให้พระเจ้ามีส่วนในคำสัตย์ปฏิญญ­­าและมีส่วนในชีวิตของท่าน และจงบอกเรื่องนี้แก่คู่สมรสของท่าน
ผมหวังว่าที่กล่าวมานี้คงช่วยท่านได้
คำตอบสำหรับจดหมานฉบับที่สอง 
 
พระเจ้าตรัสว่าพระองค์เปิดประตูต้อนรับท่านเสมอ ไม่ว่าท่านจะเป็นคนเช่นไร หรือเคยเป็นอย่างไรมาก่อน  จงแสวงหาพระองค์ ท่านจะพบพระองค์  ผมชื่นชมท่านที่ท่านมั่นใจว่าพระเจ้าช่วยท่าน  ผมเชื่อว่า พระเจ้ากำลังบอกท่านด้วยวิธีของพระองค์ว่าท่านมีค่าแก่พระองค์ และพระองค์รักท่าน
สิ่งสำคัญ­ที่สุดที่ท่านทำได้คือเชื่อและรักพระคริสต์  ท่านไม่ต้องไปที่คริสตจักรเพื่อที่จะเป็นคริสเตียน (ถึงแม้ว่า เมื่อท่านเป็นคริสเตียนแล้วท่านต้องการไปคริสตจักร และพระเจ้าจะหาหนทางให้ท่านได้นมัสการถ้าท่านมีความประสงค์เช่นนั้น )   ท่านอาจอ่านพระคัมภีร์เป็นประจำและอฐิษฐานอยู่เสมอไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด เช่นในที่ทำงานหรือในรถ  ท่านสามารถหาคริสเตียนอื่นๆเป็นเพื่อนคุยด้วย และมีสามัคคีธรรมกับเขา  สิ่งสำคัญคือเชื่อในพระคริสต์ และรักพระองค์ และเติบโตในความเชื่อ !
ไม่ต้องวิตกว่าท่านจะเป็นคริสเตียนที่คนไม่ยอมรับ แต่ผมขอแนะว่าให้ท่านเป็นคริสเตียนที่พระเจ้ายอมรับ
ดีไหมครับ !
ผมหวังว่าที่ผมกล่าวมาคงช่วยท่านได้
Steve
คำตอบจดหมายฉบับที่สาม
 
เนื่องจากหนูได้ต้อนรับพระคริสต์เข้ามาในชีวิตแล้ว  พระเจ้าจะไม่ละทิ้งหนูเป็นอันขาด  ตามคำสอนในพระธรรม ยอห์น 3:16 และ 10:27 และที่อื่นๆอีก
 
ความรอดพ้นจากบาปและชีวิตนิรันดร์เป็นของหนู และถึงแม้ว่าหนูจะทำบาปผิดทุกวัน พระองค์ยังคงให้อภัยเสมอ!   ดังนั้นเราจึงมี่ค่าที่จะอยู่ต่อหน้าพระเจ้า จากการที่เราได้วางความเชื่อไว้ในการสละพระชนม์ชีพของพระคริสต์เป็นเครื่องบูชาเพื่อบาปของเรา
นอกจากจะได้รับความรอดพ้นจากบาปแล้ว , พระเจ้ายังมีพระพรอื่นจะให้แก่เราขณะยังอยู่บนโลกนี้  ซึ่งได้แก่ ความรัก ความหวังใจ ความยินดี สันติสุข แต่พระคริสต์ตรัสว่า สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความรัก หนูจงอฐิษฐานขอให้พระเจ้าช่วยหนูให้เข้าถึงผู้อื่นได้, และให้มีความรู้สึกที่จะสามารถรักพวกเขาได้  บางทีหนูอาจไม่รู้สึกว่าความรักนั้นเป็นเช่นไร และไม่รู้ว่าจะแสดงออกอย่างไร ใช่ไหมครับ ?   แต่กระนั้นก็ตาม พระเจ้าจะช่วยหนู ถ้าหนูมีความปราถาจริงๆ และหนูทำส่วนของหนูด้วยการไปหาผู้อื่น และเรียนรู้รับความรักที่พวกเขาแสดงตอบ
ดูเหมือนว่าหนูเป็นคนมีความจริงใจจริงๆ  หนูไม่ควรรู้สึกละอายต่อหน้าพระเจ้า  พระองค์ได้ทรงสร้างหนู!  พระองค์รู้จักหนูทั้งหมด!  แม้กระทั้งทรงทราบจำนวนเส้นผมของหนู!  พระองค์ต้องการให้หนูเติบโตในความสัมพันธ์กับพระองค์และกับคนอื่น
ขอพระเจ้าอวยพร!
 
สตีฟ
สวัสดีครับ คุณปีเตอร์
เรายินดีและต้องการช่วยเหลือในการเผยแพร่ข่าวประเสริฐ และหวังว่ามันจะเป็นการเปิดศักราชใหม่สำหรับคริสเตียน
ในประเทศไทยมีคริสตเตียนหลายคณะ อาทิเช่น เพรสบีเตอร์เรียน Methodis , คาทอลิกส์ และแบพติสต์
จากสถิติ พบว่า 0.5 % ของคนไทยเป็นคริสเตียน อีกกว่า 99 % นับถือศาสนาพุทธ ต่อไปนี้เป็นคำตอบต่อจดหมายของคุณ

คำตอบจดหมายฉบับที่สี่
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผู้คนนับถือศาสนาพุทธ ศาสนานี้ ซึ่งมักถูกกล่าวขวัญว่าเป็นวิถีการดำเนินชีวิตมากกว่าเป็นศาสนา แพร่ไปทั่วคนไทย และมีอิทธิพลต่อประพฤติกรรมของคนไทยมากมายจนนับไม่ถ้วน คนไทยร้อยละ 95 เป็นสมาชิกของนิกายของศาสนาพุทธที่มีชื่อว่า Theravada  ประเทศไทยยอมรับศาสนาอื่นอื่นได้มาช้านาน  แต่ผู้ที่ปฏิบัติกิจในศาสนาอื่นมีน้อยมาก  ในจังหวัดชายแดนสี่จังหวัดที่ติดกับมาเลเซีย มีผู้นับถือมุสสะลิมเป็นส่วนมากคือหนึ่งล้านคน  มีคริสเตียน  ฮินดู  ซิกซ์ และ ขงจื้อ250,000 คน
คนไทยมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา เพราะพระมหากระษัตรย์เป็นองค์อุปถัมของศาสนา
 
ประวัติของศาสนาคริสต์ในประเทศไทย

ปอร์ตุเกตุเป็นยุโรปชาติแรกที่เข้ามาในประเทศไทยในปี ค.ศ 1518 และได้รับอนุญาติให้ปฏิบัติศาสนกิจ  แท้จริงแล้ว พระมหากระษัตริย์ไทยได้ทรงบริจาคเงินสร้างคริสตจักรแรก(โรมันคาทอลิกส์) ในประเทศ  พ้อค้าอังกฤษซึ่งเข้ามาในประเทศไทยในปี 1612 เป็นตัวแทนของบริษัทอิสต์อินเดีย พวกเขาสนใจสร้างโรงงานมากกว่าสร้างคริสตจักร

สมเด็จพระนรายมหาราช ซึงสนพระทัยในพวกมิชชันนารีจากตะวันตกและจากยุโรปและการผจญภัย ได้พยายามใช้อำนาจทางพระราชสำนักมาก  แต่เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี 1688  บรรดาพวกข้าราชบริพารต่างเกรงว่าพวกมิชชันนารีจะ"เข้ารีด"คนไทย จึงได้ฆ่าและขับไล่ชาวตะวันตกออกไป  ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่ไม่ยอมให้ชาวยุโรปเข้าประเทศเกือบร้อยปี

ในปี 1780 พระเจ้าตากสินได้อนุญาติให้มิชชันนารีชาวฝรั่งเศษเข้าประเทศไทย และได้ช่วยสร้างคริสตจักรเหมือนกระษัตริย์องค์อื่น  คาดกันว่า ตอนต้นของคริสตวรรษที่ 19 มีคริสเตียนในกรุงเทพ 1000 คน พวกเขาเหล่านี้สืบเชื้อสายจากพวกปอร์ตุเกตุ ซึ่งได้แต่งงานกับคนไทย

ในปี 1828 มิชชันนารีนิกายโปรแตสแตนท์ได้เข้ามาในประเทศไทย  และพวกมิชชันนารีอเมริกันเริ่มเข้ามาในปี 1833   เป็นเวลาถึง 18 ปี มิชชันนารี 22 คนเหล่านี้ไม่อาจนำคนมาเป็นคริสเตียนได้แม้แต่คนเดียว  แต่ผลการปฏิบัติภาระกิจนอกเหนือศาสนกิจใหญ่ยิ่งนัก  พวกเขานำความรู้วิทยาศาสตร์ และการแพทย์สมัยใหม่เข้ามา  ในปี 1835 พวกมิชชันารีอเมริกันได้จัดตั้งเครืองพิมพ์ภาษาไทยครั้งแรก

พระบาทสมเด็จพระมงกุฏทรงเรียนภาษาอังกฤษจากพระสหายที่เป็นมิชชันนารีอเมริกันเหล่านี้ ซึ่งได้แนะนำให้พระองค์รู้จักศาสนาคริสต์  แต่พระองค์ไม่อาจยอมรับการสำแดงของพระเจ้า หรือการไถ่บาปได้ด้วยเพียงแค่เหตุผลของมนุษย์เท่านั้น " สิ่งที่พวกท่านสอนล้วนน่ายกย่อง แต่สิ่งที่ท่านสอนให้เชื่อดูออกจะงี่เง่า"  แต่กระนั้นพระองค์เห็นว่าความเชื่อของคริสเตียนไม่มีพิษภัยตราบใดที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น  ทั้งคาทอลิกส์และโปรแตสแตนต์ต่างได้รับประโยชน์จากพระมงกฏหลายทาง  ถึงแม้ว่าตอนต้นของศตวรรษนี้ มิชชันนารีคณะเพรสเบสเตอร์เรียนเติบโตขึ้นในคริสตจักร์ไทย แต่ก็ลดลงเรื่อยๆไม่กี่ปีต่อมา  ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองจำนวนลดลง และแล้วก็เพิ่มขึ้นอีกเมื่อเสร็จสงครามซึ่งเป็นเวลาที่มีพวกมิชชันนารีมากมายเข้ามา เช่น OMF New Tribe และ WEC เป็นต้น 

ศาสนาพุทธปี 1990

ถึงแม้ว่าเกิดเป็นไทยหมายถึงเป็นชาวพุทธ แต่คนไทยโดยเฉลี่ยไม่ได้เอาจริงเอาจังกับศาสนาพุทธนัก เหมือนชาวตะวันตกหลายคนที่หลงผิดคิดว่าตนเองเป็นคริสเตียน แต่ที่แท้หาใช่ไม่  คนไทยหลายคนปฏิบัติพิธีกรรมของศาสนาพุทธ แต่หาได้ปฏิบัติตามคำสอนไม่

ดูเหมือนว่าคนไทยเริ่ม"ซ็ง" กับศาสนาพุทธเสียแล้ว  ปัญหาทางเศรฐกิจที่รุมเร้าเร็วๆนี้ทำให้ใจคนไทยเปิดใจออกมากขึ้น  หลายคนกำลังเสาะหาความหมายของชีวิตที่แท้จริงมากกว่าด้านวัตถุ

"ฤทธิ์เดชของพระเจ้ากำลังเคลื่อนไหวในประเทศไทย  ความมืดถูกยกขึ้นเหนือประเทศไทย   ซึ่งมันไม่เคยง่ายที่จะนำคนไทยสักคนมารู้จักพระคริสต์"(Peter C.Wagner จากการประชุมในปี 1996 ของผู้เชื่อชาวไทย)

Thailand has always been a Buddhist country. Often described as more a way of life than religion, Buddhism pervades Thai life and influences their conduct in countless subtle ways. Over 95% of the Thai people are members of the Theravada Buddhist sect. Thailand has long been tolerant of other religions, but the numbers involved are quite small; one million Muslims predominate in 4 provinces bordering Malaysia; 250,000 Christians and small groups of Hindus, Sikhs and believers of Confucius Ethics. There is a complete freedom of worship, exemplified by the role of the King as protector of all religions.

History of Christianity in Thailand

The Portuguese were the first Europeans to arrive in Thailand in 1518and they were allowed to open a Christian mission. In fact the Thai king gave a large donation to build the first Christian (Roman Catholic) church in the country. English traders who arrived in 1612 were agents for the East India Company and were more interested in building a factory than a church. Under King Narai, who was interested in the West, European missionaries and adventurers exerted considerable influence at court. However, when King Narai died in 1688, members of the government, fearing the missionaries proselytizing efforts, killed or expelled all Westerners from Thailand. It remained a closed country to the Europeans for the next 100 years.

In 1780, King Taksin allowed French missionaries to enter Thailand, and like a previous Thai king, helped them build a church. In the early part of the 19th century it was estimated that there were 1,000 Thai Christians in Bangkok, descendants of the Portuguese who were widely intermarried with the Thais. Protestant missionaries arrived in 1828,and the continuous residence of American missionaries dates from 1833. After 18 years, 22 missionaries had failed to make one convert, but their non-religious impact was profound. They brought modern scientific knowledge and western medicine to the country. In 1835, American missionaries set up the first printing press using the Thai alphabet.

King Mongkut learned English from his American missionary friends who also introduced him to Christianity. However, he could not accept Divine Revelation or Redemption of Sin, only pure human reason. He is quoted as saying, "What you teach them to do is admirable, but what you teach them to believe is foolish." Still, he saw no harm in the Christian faith if it helped other people and both the Catholics and the Protestants benefited from his help in many ways.
Although in the early part of this century, the Presbyterian missionaries saw growth occur in the Thai church, this began to level off after a few years. Then, during the 2nd World War, numbers declined, but began to rise again after the war ended when there was an influx of missionaries and new missions, e.g. OMF, New Tribes, WEC. However, it was not until the 1970s that any significant trends began to be established in terms of church growth.
Buddhism
1990's

Even though to be born Thai means to be born Buddhist, the average Thai person is not much more a Buddhist than many people in the Western world consider themselves to be Christian. Some rituals are followed by most people, but only a few follow all the rules of Buddhism. It seems that Buddhism has lost a lot of its attraction to the Thai people. The economic turmoil of the recent years has caused a new openness in the Thai people as many are looking for meaning in life besides materialism.

"The power of God is moving in Thailand, the darkness is lifting over Thailand it has never been so easy to lead a Thai person to Christ!" (Peter C. Wagner at a 1996 conference of 7000 Thai believers in Bangkok.)

คำตอบจดหมายฉบับที่ห้า

 สวัสดีครับ

ขอบคุณสำหรับ อีเมล

ในเรื่องเกี่ยวกับศิษยาภิบาลของหนู  ไม่ว่าเรื่องนั้นจะจริงหรือไม่ ไม่ว่าเพื่อนของหนูจะพูดถูกหรือไม่ จงอย่าแพร่เรื่องนี้ต่อไป แต่ให้อฐิษฐานสำหรับเรื่องนี้  โปรดจำไว้ด้วยว่า ไม่มีใครสักคนเป็นคนสมบูรณ์ ทั้งนี้รวมทั้ง ศบ.ของหนูด้วย พระเจ้าจะสำแดงให้หนูเห็นว่าหนูควรทำอย่างไรในสถานะการณ์เช่นนี้ จงอดกลั้นใจและพร้อมที่จะอภัย  ผมเห็นว่าหนูน่าจะพูดกับศบ.ของหนูว่าหนูได้ยินเรื่องดังกล่าวมา และทำการตัดสินใจเองว่าหนูจะเปลี่ยนคริสตจักรหรือไม่ภายหลังที่ให้โอกาสศบ.พอสมควรให้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว

 

สำหรับสถานะการณ์ของหนู ผมคิดว่ามันเป็นไปได้ที่คริสเตียนได้รับความรอดแต่ไม่มีผลของของประทานจากพระเจ้าขณะที่อยู่บนโลกนี้ ผมเองก็เคยเป็นเช่นนี้มาก่อนเป็นเวลาหลายปี สิ่งที่ผมได้เริ่มวิตกคือ ผมได้รอดพ้นจากความบาปจริงๆหรือป่าว ?  ถ้าบุคคลใดไม่เคยเห็นประจักษ์พยานว่ารอดหรือไม่ เขาย่อมเกิดความสงสัยขึ้น วิธีแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดความสงสัยเช่นนี้คือ หนูต้องพยามมากขึ้นให้เติบโตในความเชื่อ ถ้าหนูทำเช่นนั้น หนูจะได้เห็นประจักษ์พยานรอบตัวหนูว่าหนูมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า  นี่คือความอัศจรรย์ของชีวิตที่เป็นของเราในโลกนี้ คือเมื่อเรา เชื่อและฟังคำ และสนทนากับพระเจ้า

 

 

 

เนื่องจากมันเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องเติบโตในความเชื่อและดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าทางพระคริสต์ เราทำเช่นนี้โดยอ่านพระคัมภีร์ อฐิษฐานเป็นประจำ  ไม่ใช่แค่เพียงเมื่อเราเห็นว่าเราจำเป็นต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายบางอย่างของเรา สำหรับคริสเตียนที่ยังไม่เติบโตในความเชื่อ คนอาจไม่ค่อยเห็นความแตกต่างว่ามันต่างจากผู้ที่ยังไม่เป็นคริสเตียนตรงไหน นั้นเป็นเพราะ เขาผู้นั้นไม่ได้ดำเนินชีวิตตามพระคริสต์ สำหรับรายละเอียดในเรื่องนี้จงอ่านพระธรรมยากอบในพระคัมภีร์ใหม่

 

 

หนูเอ๋ย พระเจ้ากำลังตรัสกับหนูในเรื่องนี้ และหนูก็ได้ยินพระองค์ตรัสแล้วเพราะหนูเองได้สารภาพว่าหนูไม่ได้ใช้เวลากับพระองค์เท่าที่ควร ทำไมหนูไม่ใช้เวลากับพระองค์ให้มากละ ? พระคริสต์ตรัสว่า ถ้าหนูรักพระเจ้า ทำไมหนูจึงไม่เชื่อฟังพระองค์เสียละ? หนูคิดว่าคำถามนี้ท้าทายดีไหม ?  เมื่อหนูให้พระเจ้าสำคัญเป็นอันดับแรกของชีวิต หนูย่อมต้องการอฐิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ แสวงหาสามัคคิธรรมกับคริสเตียน และเล่าคนอื่นให้ฟังเรื่องพระคริสต์ หนูจงถามตัวเองว่า หนูเข้ากับลักษณะที่ผมกล่าวนี้ตรงจุดไหนบ้าง และหนูกำลังทำอะไรบ้างที่จะเติบโตในพระคริสต์ !

ขอพระเจ้าอวยพร

 

Steve

 

คำตอบคำถามที่หก

 

สวัสดี คุณ วิบูลย์ ,
ผม ชื่อสตีฟ
หลายปีในชีวิตของผม ผมได้ต่อสู้กับปัญหาเรื่องสุรา และบาปอื่นๆ.
 
แต่ทันทีที่ผมได้อุทิศตนใหม่ให้กับพระคริสต์ - พระองค์ได้ขจัดความปราถนาที่จะดื่มเหล้าออกไป พระองค์สามารถช่วยให้คุณบังคับตนเองได้  ไม่ใช่ตัวคุณเอง !
พระองค์ใส่ใจในตัวคุณและผมเกินกว่าที่เราจะหยั่งถึงได้, ถ้าเราจริงใจที่จะสารภาพบาป พระองค์จะเต็มใจยอมรับและให้อภัยเรา , ถ้าเราทูลต่อพระองค์
 
แต่ว่าแค่คำพูดเท่านั้นยังไม่พอ .  คุณต้องมีความจริงใจเชิญพระคริสต์เข้ามาในชีตและ ในจิตใจ และยอมให้พระองค์เปลี่ยนแปลงคุณ เพื่อพระประสงค์ของพระองค์.  คุณต้องพยายามทำความเข้าใจให้มากขึ้น, ด้วยการอฐิษฐาน อ่านพระคัมภีร์, แสวงหาสามัคคีธรรมกับคริสเตียนคนอื่นๆ และเล่าให้คนอื่นฟังเกี่ยวกับพระองค์
ผมจะส่งอีเมลไปให้ ริค คุคกี้ และ พิสัณห์, เพื่อที่พวกเขาจะสามารถติดต่อคุณได้โดยอิเมลหรือทางโทรศัพท์, แล้วแต่สะดวกเพื่อช่วยคุณjourney!
 
คุณไม่ได้หลอกตัวเองหรอกครับ ! -  จิตไต้สำนึกของคุณกำลังบอกคุณว่า ชีวิตของคุณขาดอะไรบางอย่าง!  ผมจะอฐิษฐานเผื่อคุณให้พระเจ้าสำแดงหนทางแก่คุณวิบูลย์
 
ขอพระเจ้าอวยพร!
 
Steve
 
คำตอบคำถามที่ 7
 
สวัสดีครับ!
 
เรื่องการกำหนดไว้ล่วงหน้าของพระเจ้าว่าจะให้ใครเป็นคนดีหรือเป็นคนชั่ว ใครจะได้รับความรอดพ้นจากความผิดบาป และใครจะต้องลงนรกที่คุถามมานั้น เป็นเรื่องที่คริสเตียนถกเถียงกันมาหลายศตวรรษแล้ว  บางคนกล่าวว่าเพราะเหตุว่าพระรู้ทุกสิ่งล่วงหน้า และทรงรู้ว่า ในเรื่องเกี่ยวกับความรอดพ้นจากความบาป พระองค์ทราบดีว่าคุณจะตัดสินใจอย่างไรตั้งแต่ก่อนคุณเกิดแล้ว  และพระองค์จึงเลือกให้บางคนได้รับความรอดและบางคนต้องลงนรก ผมไม่เชื่อเช่นนั้น และไม่เชื่อว่าพระคัมภีร์สอนเช่นนั้น
บางคนกล่าวว่า เนื่องจากเรามีเสรีภาพที่จะเลือกตัดสินใจเลือกทางเดิน มันจึงขึ้นที่เราจะเลือกว่าเราจะรับความรอดพ้นจากบาปที่พระเจ้าเสนอให้ และนี่แหละที่ผมเชื่อ
พระเยซูตรัสว่า "จงขอแล้วจะได้  จงหาแล้วจะพบ  จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน" (มัทธิว7:7).  หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า ไม่มีสักผู้เดียวที่ถูกกำหนดล่วงหน้าให้ลงนรก!  พระเจ้าต้องการให้ทุกคนได้รู้จักพระองค์.  พระองค์จะไม่ผลักไสผู้ใดที่หมั่นแสวงหาพระองค์ออกไป,!  จงหันมาพิจรณาโจรชั่วที่ถูกตรึงบนกางเขนพร้อมกับพระเยซูand เขายังได้รับการอภัยบาปในชั่วพริบตาเดียว เพราความเชื่อ
ผมเชื่อแน่ว่ามนุษย์ต้องรับผิดชอบต่อการเลือกตัดสินใจของตนเองว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีเสรีภาพเลืองทางเดินชีวิต กล่าวคือให้มีเสรีเลือกว่าจะรักพระองค์หรือปฏิเสธพระองค์ -   พระองค์ไม่ได้สร้างเราเหมือนสัตว์หรือหุ่นยนต์ ซึ่งไม่มีบาป แต่ไม่มีความรักแท้, พระองค์ไม่ต้องการให้เราเป็นเช่นนั้น
เราทุกคนล้วนสารเลวและจำเป็นต้องพึ่งการสละพระชนม์ชีพของพระคริสต์เพื่อชดใช้หนี้บาปของเรา.
 
พระเจ้าไม่ต้องการชีวิตคริสเตียนแค่ครึ่งเดียว และอีกครึ่งหนึ่งหันไปเป็นอย่างอื่น  พระองค์ไม่ต้องการแค่เพียงแต่พูดด้วยปากว่าเป็นคริสเตียน!  พระองค์ต้องการทั้งชีวิตจิตใจของเราถวายแก่พระองค์
 
ผมหวังว่าที่กล่าวมานี้คงตอบคำถามคุณ.

Enter content here

Enter content here

Enter content here

Enter supporting content here
 
กรอกข้อความเสริมที่นี่

ดรรชนีสถานที่ 
 
Calendar of Events/ปฏิทินกิจกรรม

Your contributions to the maintenance and marketing of this Christian website designed to reach the people of Thailand are welcomed...
 
Thank you!

เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านถวายมีส่วนช่วยคงรักษาเวบนี้ไว้ และช่วยให้ข่าวประเสริฐให้เข้าถึงคนไทย/ ขอบคุณ